Posted by: nubalm | วันพุธ,22 สิงหาคม 2007

~~นิทานก่อนนอน (2)~~

 “เจ้าชายกบภาคพิสดาร”  โดย ……….. สิญจน์ สวรรค์เสก

หลังจากเจ้าชายสอตาย เค้าได้ไปเกิดเป็นกบ กบน้อยตัวนั้นกระโดดสุ่มสี่สุ่มห้าไปโดนลูกกระตาแม่มดหนุงหนิง

ด้วยความโกรธแค้นแม่มดจึงสาบว่า เมื่อใดก็ตามที่กบน้อยสอตัวนี้ถูกนางรจนาจูบ ก็จะกลายร่างเป็นชายหนุ่มรูปงามพอๆ กับแบรดพิตต์ + ริชาร์ด เกียร์ + จอร์จ คลูนี่

กบน้อยสอๆ จึงออกเดินทางผจญภัยเพื่อตามหาแม่นางรจนา ระหว่างทางเขาถูกจับไปถ่ายโฆษณาโทรศัพท์ยี่ห้อหนึ่ง กบน้อยหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แล้วกระโดดต่อไป

วันหนึ่งเกิดลมพายุ ฝนตกหนักมาก กบน้อยสอๆ กระโดดหาที่หลบฝนจนวุ่นวายขายปลาช่อนไปหมด กระทั่งมาเจอกะลาใบหนึ่ง กบน้อยจึงหลบเข้าไปอยู่ในกะลา เขาหลบอยู่ในนั้นนานมากนานจนเขาคิดว่ากะลาใบนั้นคือโลกอันกว้างใหญ่ จนเป็นที่มาของสำนวน กบในกะลา”

กระทั่งตัวเขาใหญ่ขึ้นจนดันกะลาเปิดออก เขาจึงรู้ตัวว่าตัวเองมาเสียเวลาหลบอยู่กะลานานเหลือเกิน เมื่อเห็นโลกภายนอกอีกครั้ง และเห็นเงาของตัวเองในกะลาอีกใบที่หงายอยู่ข้างๆ กบหนุ่มสอๆ แทบตะลึง ตึง ตึง ถึงความน่ารัก เอ๊ย น่าเกลียดของรูปกบ เขานึกว่าตัวเองเป็นเจ้าชายรูปงามเหมือนลีโอนาโด ดิคาปริโอ เสียอีก พอเห็นเงาตัวเอง เลยทำให้เขานึกถึงคำสาบของแม่มดและวิธีแก้คำสาบ กบหนุ่มจึงออกเดินทางต่อไป

มาจะกล่าวบทไปถึงนางรจนาหน้าหวาน
ครั้นเจ้าเงาะตายจากแต่วันวาน
นงคราญเจ้าโศกาแลอาดูร

อันว่าชายใดๆ ในใต้หล้า
ที่จะมาแผ้วใจนั้นไม่สม
โอ้นวลเนื้อนงเยาว์เศร้าระทม
ไร้คนชมเชยชื่นแสนขื่นใจ

บัดนั้นระนาดเชิด!
ตะละเลง เตง เตง เตง

บัดนี้ จะได้ย้อนนนนนไปยังกรุงโกสัมพี
พระนครแห่งนี้ มีพระราชาชื่อพระเจ้าพรหมทัต ทรงปกครองปวงอาณาประชา
ราชด้วยทศพิศราชธรรม พระองค์ทรงมีพระราชธิดาผู้เลอโฉมนามว่า นางรจนา

เสียงลือเสียงเล่าอ้าง จากปากโน้นเข้าหูนี้ จากปากนี้ทะลุหูนั้น จากหูนั้นแล้วย้อนมาปากนี้อีกที เป็นที่เอ็นจอยส์ปากและหูอย่างหาที่สุดประมาณมิได้ว่า พระราชธิดาผู้นี้ทรงเลอโฉมยิ่งนัก ความสวยของพระนางนั้นแม้ให้เทพวีนัสจุติลงมาประชันโฉม ก็มิแน่ว่าจะข่มพระนางลง

ปากหอยได้กระซิบกับปากปูว่า เอ็งเอ๊ย พระนางน่ะ สวยยังกะนางอัปสรา ที่อุบัติขึ้นมาคราเทวดากะอสูรกวนเกษียรสมุทรกันแน็ะเฮ้ย”

ปากนกกลัวน้อยหน้า จึงกระเถิบไปหาปากกา พูดขึ้นบ้างว่า มิสทิฟฟานี่ที่ชนะเลิศที่พัทยาปีนั้น เห็นทีจะกินพระนางไม่ขาดว่ะไอ้ทิด”

ทว่า อนิจา พระนางทรงไร้ซึ่งพระบอยเฟรนด์ หากจะมิกล่าวถึงเหตุการณ์นี้เลยก็กระไรอยู่

เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตจัดพิธีเสี่ยงพวงมาลา เพื่อให้พระนางเลือกพระบอยเฟรนด์ พระน้องนางดั้นนนนน ไปเห็นผิดเป็นชอบ เห็นนรกเป็นสวรรค์ เห็นชั่วเป็นดี เห็นขี้เหร่เป็นหล่อ

นางโยนพวงมาลัยไปให้เจ้าเงาะป่า(เถื่อน)!!!เจ้าเงาะผู้นั้นเป็นตัวปลอม หาใช่เจ้าชายสรรพสิทธิ์ตัวจริงไม่ ใช่แล้ว ท่านผู้อ่านทั้งหลายเดาถูกแล้วล่ะ ตอนนี้เจ้าชายสรรพสิทธิ์ยังเป็นกบหนุ่มอยู่

อ้าว นอกเรื่องแล้วเหรอ งั้นกลับไปยังกรุงโกสัมพีกันเถอะ เพื่อกล่าวถึงเจ้าเงาะป่าดีกว่าเน๊าะ

ครั้นพอเจ้าเงาะได้รับพวงมาลัย และรู้ว่าตัวเองกำลังจะได้แต่งงานกับนางรจนาผู้เลอโฉม ด้วยอารามดีใจ โรคหัวใจของเจ้าเงาะกำเริบ เกิดฮาร์ทแอทแทคตายคาที่โดยยังมิได้เข้าพิธีอภิเษกสมรส

พระน้องนางรจนาทรงเสียพระทัยมาก เสวยพระกระยาหารไม่ได้ ดริ้งวอเตอร์ก็ไม่ลง ทรงกินได้แต่ฟิซซ่ากับโค้กกระป๋อง ยังผลให้น้ำหนักของพระน้องนางพุ่งพรวดขึ้นไปแตะเพดานบินที่ 53 กิโลกรัม

เมื่อความโศกเศร้าเริ่มจางคลาย พระนางจึงเริ่มออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิคเพื่อลดน้ำหนัก เสียงปากหอย ปากปู ปากนก ปากกา คุยกันตอนนี้ว่า พระนางกลับมาสวยเหมือนเดิมแล้วล่ะ น้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 47-48 กิโลกรัมเท่านั้น

เอาล่ะ ตักเรื่องของพระนางขึ้นจากกระทะ พักไว้ก่อน

เรามามาจะกล่าวต่อไปอีกสักบท ถึงแม่มดหมิวหม่อง
ครั้นวางยา พระสวามีม่อง(เท่ง)
นางแอบย่อง ขึ้นครองราช แต่ขาดแฟน (สมน้ำหน้า อยากวางยาแฟนดีนัก)

สโนว์ดาร์ก นั่นอีกเล่า เหล่าคนแคระ
ที่คอยแงะ คอยงัด ตัดซุงขาย
กระทั่งป่า หมดเหี้ยน เตียนมลาย
โล่งวอดวาย แล้งมหันต์ เหมันต์สูญ (สม! ไม่มีหน้าหนาวเลย)

บัดนั้นเชิด!
ตะละเลง เตง เตง เตง เตง

อาณาจักร so far far awaysss ครั้นแม่มดหมิวหม่องลอบปลงพระชนม์พระสวามีสอ นางได้ขึ้นครองราชย์สมใจนึกบางลำพู

นางสโนว์ดาร์กพระสหายของพระนางนั่นเล่า ครั้นพอเข้าพิธีวิวาห์กับคนแคระทั้งเจ็ดแล้ว ได้ช่วยกันทำธุรกิจค้าไม้เถื่อนจนร่ำรวยออกหน้าออกตา ต่อมานางและสามีหลวงน้อย ได้ร่วมหุ้นกับแม่มดหมิวหม่องก่อตั้งบริษัทดาร์กคอร์ป ผูกขาดสัมปทานดาวเทียมและโทรทัศน์วงจรปิดทั่วอณาจักร so far far awaysss

กิจการของพวกหล่อนเจริญรุ่งเรืองมาก คนแคระทั้งเจ็ดนั้นเล่า พอได้กินดีอยู่ดีเช่นนี้ ร่างกายพลอยเติบโตขึ้นไปอีกหลายกิโลขีด จนชาวบ้านชาวเมืองแถวนั้นเปลี่ยนมาเรียกว่า คนโย่งทั้งเจ็ด” แทน

.
.
มาจะกล่าวบทไปถึงกบหนุ่มบ้างละนะกบหนุ่มตัวนั้นกระโดดผจญภัยมาเรื่อย ผ่านหุบเขาไร้รัก สู้กับเฒ่าคางคกจิวแป๊ะทงไปสามร้อยห้าสิบกระบวนท่า ดีที่ว่ากบหนุ่มได้รับการถ่ายทอดกำลังภายในมาจากจอมมารตงฟางปุ๊กป้าย เขาจึงใช้ปากคาบกระบี่แล้วใช้กระบวนท่า กระบี่เก้าต๊กโกว” ของผู้อาวุโส ต๊กโกวคิ้วป่าย กำจัดเฒ่าคางคกผดุงความยุติธรรมให้บู๊ลิ้ม

กบหนุ่มกระโดดต่อไปอีก

เขาได้เดินทางฝ่าทะเลลาวาที่ระเบิดออกมาจากภูเขาลึกลับ ที่นั่น เขาเก็บแหวนวิเศษได้วงหนึ่ง กบหนุ่มเกือบตกอยู่ใต้อำนาจมืดแห่งแหวน ดีที่เขาคาบเอาแหวนวงนั้นไปมอบให้แด่แกนดัฟฟ์ได้ทันท่วงที (ใช่ชื่อนี้หรือเปล่าหว่า จะมั่วซะหน่อยแต่ดันจำชื่อพ่อมดขาวไม่ได้) พ่อมดขาวจึงมอบภารกิจการทำลายแหวนครั้งใหม่ให้เขาไปทำ

แม้อยากจะเดินทางไปหานางรจนาเพื่อแก้คำสาบของตนใจจะขาด แต่กบหนุ่มต้องนึกถึงความอยู่รอดของมนุษยชาติก่อน เขาจึงออกเดินทางไปทำลายแหวนตามที่แกนดัฟฟ์แนะนำ นั่นก็คือ เขาต้องไปตามหาอีทีให้พบ และขออาศัยไปกับยานอวกาศจากต่างดาวที่จะมารับอีทีกลับบ้าน เพื่อแวะเอาแหวนแห่งอำนาจวงนี้ไปโยนใส่ดวงอาทิตย์ถึงจะทำลายได้

พอทำลายแหวนสำเร็จ กบหนุ่มนึกขึ้นได้ว่าตอนนั้นเป็นปี . 2512 เป็นปีที่นาซาส่งยานขึ้นมาสำรวจดวงจันทร์ เขาจึงวานให้อีทีขับยานไปส่งเขาที่ดวงจันทร์ เพื่อไปหา นีล อาร์มสตรอง เพื่อขออาศัยานอะพอลโล 11 กลับโลกด้วย

ครั้น นีล อาร์มสตรอง มองเห็นกบหนุ่มบนดวงจันทร์ นักสำรวจอวกาศผู้นี้ดีใจมาก ที่ได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ ถือเป็นการวิวัฒนาการก้าวใหญ่ของโลกวิทยาศาสตร์ เขากระโดดหยองๆ ไปกับกบ พร้อมกับตะโกนว่า

“That’s one small step for a man, one giant leap for mankind.” (นี่เป็นก้าวเล็ก ๆ ของมนุษย์คนหนึ่ง แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ)

แต่ชาวโลกทั้งหลายไม่รู้ความจริงข้อนี้

ด้วยอารามดีใจ กบหนุ่มกระโดดเพลินไปกับนีล จนเผลอตกลงไปในบ่ออุกกาบาต นีลไม่เห็นกบตัวนั้น พาลคิดว่าตัวเองตาฝาด จึงกลับขึ้นยานเพื่อเดินทางกลับโลกมนุษย์ (และนี่คือสาเหตุว่าทำไมนีลถึงไม่พูดถึงกบตัวนี้อีกเลย เพราะเขาไม่มีหลักฐานยืนยันนั่นเอง)

กบหนุ่มก็รู้ชะตากรรมของตนดีว่า หากพลาดจากโอกาสนี้แล้ว รักแท้ของเขากับแม่นางรจนาคงจะเป็นจริงไม่ได้ เขาต้องหาทางขึ้นจากหลุมอุกกาบาตนี้ให้ได้ จึงตะเกียกตะกายกระโดดเกาะผนังบ่อขึ้นมาเรื่อย กระทั่งพ้นจากหลุม

อ้าว! นั่น! ยานอาวกาศสตาร์ทเครื่องกำลังจะเหินขึ้นจากดวงจันทร์

กบหนุ่มกระโดดสุดแรงเกิดเพื่อไปให้ทันยาน ขณะยานกำลังลอยขึ้นจากพื้นผิวดวงจันทร์ เขาใช้วิชาขี่พายุกบเทวดา กระโดดตีลังกาสปริงเกลียวแปดตลบ คว้าท่อไอพ่นของยานได้พอดี แม้จะร้อนมาก แม้จะลำบาก แต่เพื่อรักแท้ เขาต้องสู้–สู้เพื่อแม่ เอ๊ย สู้เพื่อนางรจนาผู้เป็นสุดยอดสิเน่หาของเขา

พอยานเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกที่เต็มไปด้วยก๊าสคาร์บอนไดอ๊อกไซค์ กบหนุ่มหายใจไม่ออก เป็นลมสลบไป เท้าของเขาจึงหลุดออกจากการยึดเกาะ ร่างลอยละลิ่วหล่นลงไปยังสระโบกขรณี กรุงโกสัมพี

(เฮ้ยยยยย วกกลับมาได้ซะที นึกว่าจะมาไม่ถึงซะแว้ววววววว)

ลงมือปรุงเรื่องของแม่มดหมิวหม่อง กับ เจ้าหญิงสโนว์ดาร์ก และคนแคระทั้งเจ็ดก่อนดีไหม

สระโบกขรณี ภายในกรุงโกสัมพี

กบหนุ่มเฝ้ารอการเสด็จประพาสอุทยานของพระนางรจนา

วันแล้ว วันเล่า

แล้ววันแห่งความฝันที่เขาเฝ้าคอยก็มาถึง

วันนี้เป็นวันพุธที่ 8 สิงหาคม ..2550 นางรจนายังคงสวมตุ้มหูสีชมพูประจำวันอังคารอยู่เช่นเดิม พระนางสวมอาภรณ์สีฟ้าใส ขับกับดอกไม้หลากสีที่กำลังบานสด พระพักตร์รูปไข่กลมเกลาดุจกลึงจากหยกก็แจ่มใสยิ่ง ริมฝีปากที่ขึ้นรูปเหมือนกระจับแช่อิ่มก็พริ้มเพรา และประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากอยู่ตลอดเวลา เส้นพระเกศายาวสยายดำขลับเป็นมันระยับเหมือนเส้นไหมที่ถูกย้อมด้วยนิล

ในพระราชอุทยานวันนี้
แม้ดอกไม้สวย หากแต่พระนางสวยกว่า
แม้แสงแดดอ่อน หากแต่พระนางดูอบอุ่น
แม้น้ำในสระใส หากแต่พระนางดูเยาว์วัยยิ่งนัก

ขณะพระนางกำลังเหยาะย่างมาในสวนอย่างรื่นเริง กบหนุ่มมองเห็นพระนาง เขาตะลึงงันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรีบกระโดดขึ้นจากสระโบกขรณี ตรงเข้าไปหาพระนาง แล้วร้องทักขึ้นว่า

“ข้าแต่พระนางรจนาผู้ทรงสิริโฉม”

“หือ? ใครกันนะ?” พระนางเอ่ยพระสุรเสียงอันสดใสดั่งไข่มุกตกใส่ในจานหยกขึ้น ด้วยน้ำเสียงของพระนางนั้นยังผลให้เสียงของนกโกกิลา กับเสียงของนกไนติงเกล แหบพร่าลงทันที

“ท่านคือใคร? แล้วอยู่ตรงไหนล่ะ?” พระนางถามต่อด้วยสงสัยในพระทัย เพราะวันนี้พระนางแอบหนีพระพี่เลี้ยง นางใน เสด็จประพาสอุทยานพระองค์เดียว จึงคิดว่าไม่น่าจะมีใครรู้ว่าพระนางอยู่ที่นี่แน่นอน

“ขอเดชะทูลกระหม่อม เกล้ากระผมเองขอรับ เกล้า–นายสอ เอ๊ย กบหนุ่มสอๆ ขอรับกระผม”

“ไหน? ไหนล่ะ เจ้าอยู่ไหนกันหือ?” ทรงมองซ้าย มองขวาหาเจ้าของเสียง

“อยู่นี่ขอรับ” กบหนุ่มที่อยู่บนพื้นเบื้องหน้าของพระนางกล่าว

และแล้วพระนางก็ก้มลง มองเห็นกบหนุ่มตัวนั้น

เหมือนบุปเพสันนิวาสฟาดลงกลางใจ พระนางรู้สึกสบพระทัยกับนัยตาของกบหนุ่มยิ่งนัก แต่กบหนุ่มตัวนั้นสิ ภายในใจกลับร้อนเร่ายิ่งกว่าโดนไฟเผา ราวกับโดนลูกศรอาบยาพิษของคิวบิด–กามเทพตัวน้อย ปักอกนับแสนล้านดอกก็ไม่ปาน

“ทำไมเจ้าถึงรู้ภาษามนุษย์ได้ล่ะ เจ้ากบน้อย” พระนางนั่งลงแล้วโน้มใบหน้าลงมาถาม

“ข้าพระพุทธเจ้า เป็นกบที่ต้องคำสาบขอรับพระองค์”

“อืมมม เป็นดังนั้นหรอกหรือเจ้ากบน้อย” พระนางทรงยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก ยังผลให้แสงแดดเศร้า ดอกไม้สลดต่อความสวยของพระองค์

“เจ้าพอจะเล่าให้เราฟังได้ไหม ว่าเรื่องราวเป็นฉันใดกันแน่”

กบหนุ่มสอๆ ยังตะลึงลานอยู่ในความสวยงามของพระนาง ทั้งรอยยิ้มนั่นเล่าก็ช่างประโลมใจที่อุตส่าห์ฝ่าภยันตรายต่างๆ นานามาหา และกรุ่นกลิ่นกายในวัยสาวเต็มวัยของพระนาง ยิ่งทำให้กบหนุ่มรัญจวนจิต จึงละล่ำละลักตอบไปว่า

“ดะ ดะ ได้ ขอรับ พระองค์ ทูลกระหม่อมโปรดตั้งใจฟังให้ดีเถิด ข้าพเจ้าจะเล่าความนัยให้พระองค์แจ้งใจในบัดเดี๋ยวนี้”

แล้วกบหนุ่มสอๆ ก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระนางฟัง พร้อมทั้งวิธีถอนคำสาบของนางแม่มดด้วย

“จะให้เราจูบเจ้างั้นหรือ?” พระนางถาม ขณะนั่งเอามือเท้าคางเพ่งดวงตาอันกลมโตมองดูกบหนุ่ม

“เป็นเช่นนั้นพระเจ้าข้า”

“อืมมม เราขอคิดดูก่อนได้ไหม?” พระนางพูดแล้วลอบสังเกตกิริยาของกบหนุ่ม พอเห็นเขาทำหน้าเศร้า ดวงตาหลุบต่ำ เหมือนกบที่สิ้นหวังต่อชีวิต พระนางจึงหัวเราะอย่างรื่นเริง แล้วพูดว่า “เจ้ากบโง่ เราล้อเจ้าเล่นน่ะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แค่จูบเจ้าเฉยๆ นี่เจ้ารู้ไหม สัตว์ทุกตัวในอุทยานนี้น่ะ เป็นเพื่อนเราทั้งนั้นแหละ เราเคยจูบพวกเขาหมดทุกตัวแล้วล่ะ ทำไมจะเพิ่มเจ้ามาเป็นเพื่อนเราอีกสักตัวไม่ได้ ใช่ไหม”

ว่าพลางพระนางเอื้อมมือลงไปอุ้มเจ้ากบหนุ่มขึ้นมาในอุ้งมือ แล้วบรรจงจูบอย่างนุ่มนวล

ทันใดนั้น เหตุการณ์อันพิลึกพิลั่นพลันอุบัติขึ้น ร่างของกบหนุ่มหายวับไปกับตา แต่ที่พื้นดินใกล้ๆ นั้น บังเกิดหมอกควันขึ้นกลุ่มใหญ่ พอควันเริ่มคลายกลับกลายเป็นชายหนุ่มรูปงามดังองค์อมรินทร์จุติมาสู่มนุษยโลก

พระนางรจนาทรงตกพระทัยมาก ด้วยไม่คิดว่ากบน้อยตัวเมื่อครู่ จะกลายเป็นชายหนุ่มรูปงามได้จริงๆ พระนางจึงวิ่งไปหลบอยู่หลังพุ่มดอกกุหลาบแดงที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง คอยชะเง้อออกมาดูซ้ายที ขวาที

ชายหนุ่มรูปงาม หรืออีกนัยหนึ่งคือเจ้าชายสรรพสิทธิ์ (มีชื่อเล่นว่านายสอ)เดินเข้าไปหาพระนาง แล้วกล่าวว่า

“มาเถิด พระองค์ มาจูบกระหม่อมอีกครั้ง”

พระนางรจนาเอาแต่ส่ายหน้าด้วยความอายที่ถูกชายหนุ่มเรียกให้ออกไปจูบเขา ใบหน้าของสาวบริสุทธิ์แดงเรื่อด้วยฤทธิ์รัก พระนางเอาแต่หลบนิ่งอยู่หลังพุ่มกุหลาบแดงนั้น

เจ้าชายสรรพสิทธิ์เดินเข้าไปถึงพุ่มกุหลาบ แล้วกล่าวขึ้นอีกว่า ได้โปรดเถิดพระนาง โปรดจูบกระหม่อมอีกครั้งเถิด”

เมื่อเห็นชายหนุ่มมายืนขอร้องให้จูบอยู่ใกล้ๆ เช่นนี้ พระนางจึงวิ่งหนีกลับเข้าพระราชวัง

“ดะ เดี๋ยว! พระนาง!” เจ้าชายสรรพสิทธิ์ละล่ำละลักร้องเรียก “หากพระนางไม่จูบกระหม่อมอีกครั้ง คำสาบจะย้อนคืน กระหม่อมจะไม่มีโอกาสกลายเป็นคนได้อีก!!!”

อนิจา พระนางรจนาเอาแต่อาย และวิ่งหนีอย่างเดียว จึงไม่ได้ยินคำพูดประโยคหลังของเจ้าชายสรรพสิทธิ์ พระนางวิ่งเข้าไปจนถึงพระตำหนักส่วนพระองค์ แล้วไปยืนนิ่งอยู่ในนั้น ทรงนึกถึงชายหนุ่มรูปงามผู้นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระพี่เลี้ยง นางใน เห็นผิดปกติ พยายามซักถาม พระนางก็ไม่บอกว่าเพิ่งไปเจออะไรมา

ในพระราชอุทยานนั้นเล่า

เมื่อนางรจนาวิ่งหนีจากไปแล้ว เจ้าชายสรรพสิทธิ์ได้แต่ยืนซึมเศร้าอยู่ที่เดิม ด้วยว่า คำสาบของแม่มดยังไม่ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง เพราะหากกลายเป็นคนแล้ว เขาต้องให้พระนางรจนาจูบอีกครั้งหนึ่งเสียก่อน ถึงจะเป็นการถอนคำสาบได้ทั้งหมด เขายังมีสิทธิ์กลายเป็นกบอีกถ้าหากไปถูกน้ำเข้า ซึ่งคราวนี้จะกลายเป็นกบจริงๆ ไม่สามารถพูดภาษาคนได้ และไม่มีทางกลับกลายมาเป็นคนได้อีกตลอดอนันตกาล

ครั้นพอพระอาทิตย์ตกดิน ความมืดเริ่มโรยตัวห่มอุทยาน ตกดึกน้ำค้างเริ่มพรม เจ้าชายสรรพสิทธิ์พยายามหลบน้ำค้างเข้าไปอยู่ในพุ่มกุหลาบแดง แม้จะถูกหนามอันแหลมคมของมันขีดข่วน แต่เขาจำต้องทน เพื่อมิให้ร่างกลายเป็นกบ

เขาผ่านคืนนั้นมาได้! น้ำค้างไม่สามารถฝ่าใบอันหนาของพุ่มกุหลาบมาถูกตัวเจ้าชายสรรพสิทธิ์

พอสาย แสงแดดก็ออกมาแผดเผาน้ำค้างสิ้น เจ้าชายสรรพสิทธิ์ยังคงนอนรอพระนางรจนาอยู่ในพุ่มกุหลาบแดงนั้น รอให้พระนางเสด็จประพาสอุทยานอีก เพื่อจะได้แก้คำสาบ

พระนางมาจริงๆ ด้วย เมื่อคืนทรงบรรทมไม่หลับ ปริวิตกไปต่างๆ นานา ด้วยเป็นห่วงเจ้าชายสรรพสิทธิ์ว่าจะเป็นเช่นใดหนอ พระองค์จะกลายร่างเป็นกบคืนดังเดิมหรือเปล่าหนอ

ครั้นพอเช้า พระนางต้องหาวิธีหลบพระพี่เลี้ยง นางใน ตั้งนาน กว่าจะออกมาหาเจ้าชายสรรพสิทธิ์ได้

พอมาถึงอุทยาน พระนางมองซ้าย มองขวาแต่ไม่เห็นเจ้าชาย เจ้าชายก็ไม่รู้ว่าพระนางเสด็จมา ทรงเดินหาจนทั่วอุทยานก็ไม่เห็นเจ้าชาย ขณะนั้นฝนกำลังตั้งเค้าขึ้นที่บนฟ้า พระนางยิ่งร้อนรนด้วยกลัวฝน ทรงอยากจะเสด็จกลับเข้าพระนคร แต่อีกพระทัยก็เป็นห่วงเจ้าชาย ครั้นจะร้องเรียก ก็กลัวว่าจะมีทหารหรือใครผ่านมาได้ยิน แล้วนำความไปกราบทูลพระราชบิดา ว่าพระนางแอบนัดกับผู้ชายในอุทยาน จะเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติ และแม้จะเรียกจริง พระนางก็ไม่รู้จักชื่อของชายหนุ่มด้วยซ้ำ

อา…ใช่แล้ว พระนางนึกอะไรได้แล้ว

“เจ้ากบน้อย! เจ้ากบน้อยอยู่ไหน!??” พระนางไม่ได้เรียกชื่อคน จึงไม่ต้องกลัวว่าใครจะได้ยิน และชายหนุ่มผู้นั้นต้องรู้ตัวแน่นอน ว่าพระนางเรียกเขาอยู่

“เจ้ากบน้อย! เรามาหาเจ้าแล้วนะ เจ้าอยู่ไหน ออกมาพบเราเถิด”

เจ้าชายสอ เอ๊ย เจ้าชายสรรพสิทธิ์ได้ยินเช่นนั้นจึงรีบออกมาจากพุ่มกุหลาบแดง รีบวิ่งไปหาเจ้าหญิงซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของอุทยาน

อุทยานแห่งนี้ประดับตกแต่งให้เป็นเหมือนเขาวงกต แม้จะมองเห็นกันอยู่แต่ไม่สามารถฝ่าไปหากันได้ง่ายๆ ต้องเดินอ้อมไปตามทางที่คดเคี้ยวไปมา ซึ่งมีทั้งสวนดอกไม้ และคูน้ำเป็นฉากกั้น

“กระหม่อมอยู่นี่พระองค์” ชายหนุ่มตอบ และกำลังรีบวิ่งเข้าไปหาพระนาง

พระนางรจนาก็เช่นกัน ทรงละทิ้งความเขินอายของหญิงสาว รีบวิ่งตามถนนอ้อมมาหาชายหนุ่มเช่นกัน

ทว่า…ฝนเริ่มลงเม็ดเสียแล้ว!!!

เจ้าชายสรรพสิทธิ์กับพระนางรจนาวิ่งมาจะถึงกันอยู่แล้ว

ช่างเหมือนลิขิตของสวรรค์
ช่างเป็นการกลั่นแกล้งของซาตาน
หรือเป็นความสะใจของคิวปิดที่จะมาพรากรักแท้ของเขาและเธอ

ฝนเกิดเทลงมาประหนึ่งฟ้ารั่ว

ครั้นพอทั้งสองวิ่งมาถึงกัน และนางรจนากำลังจะจูบเจ้าชายสรรพสิทธิ์อีกครั้ง ร่างของเขากลับกลายเป็นกบหนุ่มไปทีละน้อย

.
.
.
ทีละน้อย .
.
.
ทีละน้อยอา…อนิจจา

แม้พระนางรจนาจะพยายามจูบกบหนุ่มตัวนั้นครั้งแล้ว ครั้งเล่า กลับไม่เกิดผลอะไร และเจ้ากบก็เหมือนกับจะไม่รับรู้ถึงความรักของพระนางที่มีต่อมัน

ใช่แล้ว มันกลายเป็นเดรัจฉานเต็มตัว
เดรัจฉานที่กลัวมนุษย์
มันพยายามตะเกียกตะกายหนี
พอหลุดจากมือก็กระโดดหนีสุดชีวิต
พระนางพยายามวิ่งตามมันไป
ทว่า มันกระโดดลงสระโบกขรณีแล้วดำหายไปที่ก้นสระเสียแล้ว

เย็นวันนั้น พระพี่เลี้ยง นางใน ตามมาเจอนางรจนานั่งคร่ำครวญอยู่ริมสระ นางสนมเหล่านั้นต้องเกลี้ยกล่อมบังคับคุมตัวพระนางอยู่นาน ถึงจะนำพระนางกลับเข้าวังได้

นับแต่นั้น แทบทุกวัน นางต้องออกมานั่งเฝ้าที่ริมขอบสระ คอยเวลาเผื่อกบหนุ่มตัวนั้นจะโผล่ขึ้นมาคุยกับพระนางเหมือนวันแรกที่ได้เจอกัน

วันแล้ว วันเล่า

กระทั่งพระราชบิดาต้องมาสร้างศาลาริมน้ำให้ พระองค์จะตั้งชื่อศาลาไพเราะยังไงก็ไม่เป็นที่สบพระทัยของพระนาง กระทั่งพระพี่เลี้ยงนางหนึ่งนึกอะไรได้ จึงทูลว่า

“ตั้งชื่อว่า ศาลากบน้อย สิเพค่ะ”

ดวงตาของพระนางเป็นประกายเมื่อได้ยินคำว่า ศาลากบน้อย ใช่แล้วล่ะ ศาลากบน้อย

ทุกวัน แทบทุกวัน พระนางรจนาจะออกมานั่งที่ศาลากบน้อยหลังนั้น เฝ้าคอยกลน้อย วันแล้ว วันเล่า…………

.
.
.
.
จบบริบูรณ์ .
.
.
.
.
ขอได้รับความขอบคุณจาก สวรรค์เสกเอ็นเตอร์เทนเมนต์แล้วพบกันใหม่นะครับ

Advertisements

Responses

  1. มิตรรักพ้องเพื่อนเจ้าคะ

    เอานิทานมาล่อกันไปก่อน สอบเสร็จเมื่อไร จะมาอัพบล็อกให้เจ้าคะ ยุ่ง ง่วง มึน กับชีวิตตัวเองมากๆ ไปละคะจะแว่บๆเข้าบ้างเป็นระยะเน้อ 😉

  2. LOL

  3. หมดมุกแล้วละซิ เห็นมะ อัพบล๊อกนะมันไม่ใช่ง่ายๆนะ :p

  4. Thought that I read that from your blog.

    Too sad that it too complex to understand.

  5. มาทักทายจ้า
    เป็นไงบ้าง ขอให้ทำข้อสอบได้นะ สู้ๆ

  6. อันยอง
    ..
    ..
    rkain มาแว้วววววว
    ..
    ..
    หม่องเหม่ง จ๋า…พี่ไก่ อ่านอะไรยาวๆมาไม่ได้..สมาธิสั้นอ่ะ
    ..
    ..
    งั้น..ก็ทักทาย…แวะมาเพราใจสั่งมา..555 มัน ออกแนวลูกทุ่งนิ๊ดดดด

  7. แวะมาอ่าน จ้า

  8. แวะมาอีกที…
    ..
    พี่..อ่ะ..อยากรู้เรื่อจริง..ว่าไอ้ข้างบนมันเรื่องอะไร..
    มีใครสรุป..สั้นๆ..ให้ฟังมั้งจิ.:)

  9. สวัสดีหนูบาล์ม
    หายตัวไปไหนเนี่ย หรือจะติดสอบ

    คุณ rkain รู้สึกจะเป็นนิทานรวมมิตรนะคะ บอกไม่ถูกเหมือนกัน ^^

  10. อืม..มาแว้ว

    ไม่ได้หายไปไหนคะ สอบๆๆๆ แล้วก็สอบ ติดกันเลย ศุกร์-เสา-ทิต ง่วงมากๆๆ
    ถ้าว่างแล้วจะมาอัพให้คะ

  11. เล่าจากต้นตำรับหรือเปล่าครับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: